วันอาทิตย์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2559

อาหารฤทธิ์เย็น

อาหารฤทธิ์เย็น

กลุ่มคาร์โบไฮเดรต
- น้ำตาล ข้าวขาว เส้นขาว (เส้นหมี่. เส้นก๋วยเตี๋ยวที่ไม่มีน้ำมัน) วุ้นเส้น ข้าวซ้อมมือ ข้าวกล้องเหลือง
สำหรับ น้ำตาล ข้าวขาว เส้นขาว และวุ้นเส้นกินเพียงเล็กน้อยในช่วงเวลาที่ร่างกายร้อนมากๆ

กลุ่มโปรตีน
- ถั่วขาว ถั่วเขียว ถั่วเหลือง ถั่วลันเตา ถั่วโชเล่ย์ขาว ลูกเดือย
- เห็ดฟาง เห็ดนางฟ้า เห็ดหูหนู เห็ดขอนขาว เห็ดลม(เห็ดบด) เห็ดตาโล่ เห็ดตีนตุ๊กแก

กลุ่มผักฤทธิ์เย็น
- กระหล่ำดอก ก้านตรง กวางตุ้ง ผักกาดฮ่องเต้ ผักกาดขาว ผักกาดหอม
- หยวกกล้วย ปลีกล้วย ก้านกล้วย กล้วยดิบ หัวไช้เท้า (ผักกาดหัว) ก้างปลา
- ข้าวโพด ขนุนดิบ ดอกสลิด (ดอกขจร) ฝัก/ยอด/ดอกแค
- ใบเตย ผักติ้ว ตังโอ๋ ใบ/ยอดตำลึง
- ถั่วงอก
- บัวบก สายบัว ผักบุ้ง บล๊อกเคอรี่ บวบ
- ปวยเล้ง ผักปลัง
- พญายอ (เสลดพังพอนตัวเมีย)
- ฟักทองอ่อน ยอดหรือดอกฟักทอง ยอดฟักข้าว ยอดฟักแม้ว ฟัก แฟง แตงต่างๆ
- มะละกอดิบ-ห่าม มะเขือเปราะ มะเขือลาย มะเขือยาว มะเขือเทศ มะเดื่อ มะอึก ใบมะยม ใบมะขาม
- มังกรหยก มะรุม ยอดมะม่วงหิมพานต์
- ย่านางเขียว-ขาว
- รางจืด
- ว่านกาบหอย ว่านหางจระเข้ ว่านมหากาฬ ทูน (ตูน) ว่านง็อก (ใบหูลิง) ผักว่าน
- โสมไทย ใบส้มป่อย ส้มเสี้ยว ส้มรม ส้มกบ
- หมอน้อย ผักหวานป่า ผักหวานบ้าน เหงือกปลาหมอ ผักโหบแหบ
- อ่อมแซบ (เบญจรงค์) ยอดอีสึก (ขุนศึก) อีหล่ำ

กลุ่มผลไม้ฤทธิ์เย็น
- กล้วยน้ำว้าห่าม กล้วยหักมุก แก้วมังกร กระท้อน
- แคนตาลูป
- ชมพู่ เชอรี่
- แตงโม แตงไทย
- ทับทิมขาว ลูกท้อ
- มังคุด มะยม มะขวิด มะดัน มะม่วงดิบ มะละกอดิบ-ห่าม มะขามดิบ
- น้ำมะนาว น้ำมะพร้าว
- ลางสาด
- สับปะรด สตรอเบอรี่ สาลี่ ส้มโอ ส้มเช้ง ส้มซ่า ส้มเกลี้ยง สมอไทย
- ลูกหยี หมากเม่า หมากผีผ่วย
- แอปเปิ้ล
เรียบเรียงโดยใช้ข้อมูลจาก ถอดรหัสสุขภาพ เล่ม ๒ "ความลับฟ้า: ถ้าสุขภาพพึ่งตนเกิดไม่ได้ หมอและคนไข้จะพากันป่วยตาย"

วันจันทร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

คู่มือสั่งสเต็กไม่ให้หน้าแตก! เลือกเนื้อให้ถูกปาก เลือกความสุกให้ถูกใจ

คู่มือสั่งสเต็กไม่ให้หน้าแตก! เลือกเนื้อให้ถูกปาก เลือกความสุกให้ถูกใจ 



"จะรับฟิเลมิยอง สตริปลอยด์ ที-โบน หรือเซอร์ลอยน์ดีคะ? อ่านเมนูสเต็กชื่อยากแล้วเวียนหัว ไม่รู้จะสั่งอะไรให้โดนใจ"


ชื่อ สเต็กชนิดต่างๆ เรียกจากวิธีการตัดชิ้นเนื้อจากส่วนต่างๆ ของวัว โดยคุณภาพและราคาของเนื้อวัวแบ่งตามเกรดและความนุ่มของเนื้อ ยิ่งกล้ามเนื้อวัวส่วนไหนใช้งานน้อย ก็ยิ่งนุ่มและแพง เราสามารถแบ่งเนื้อวัวได้ตามระดับความนุ่ม ได้เป็น 3 ประเภทใหญ่ๆ คือ

1.ส่วนที่นุ่มที่สุด ได้มาจากส่วนหลังของวัว คือ เนื้อสัน (Loin) และซี่โครง (Rib)
2.นุ่มปานกลาง จะเป็นเนื้อบริเวณ โคนขาและสะโพก (Leg or Round) และเนื้อจากบริเวณหัวไหล่ (Chuck)
3.นุ่ม น้อย เป็นเนื้อจากบริเวณตอนกลางลำตัวด้านท้อง (Flank) ด้านอก (Short plate) ส่วนต้นขาด้านหน้า (Brisket) ส่วนต้นขาหน้า (Shank) และส่วนคอ (Neck)

ประเภทที่ 1 : นุ่มที่สุด
ได้มาจากส่วนหลังของวัว ได้แก่ส่วน เนื้อสัน (Loin) และ ซี่โครง (Rib) เหมาะกับการนำไปทอด ,ย่าง, อบ




เนื้อสัน (Loin / ลอยน์): หมายถึงสะโพกวัว นิยมเอามาทำสเต็กเพราะมีความนุ่มและแพงที่สุด
เนื้อสัน หรือ ลอยน์สามารถแบ่งเป็นประเภทย่อยได้อีกดังนี้


1.1) เนื้อเทนเดอร์ลอยน์ (Tenderloin Steak) หรือ Filet Mignon (ฟิเลมิยอง)
เป็น เนื้อสันในที่มีความนุ่มอร่อยเป็นพิเศษ เพราะเป็นเนื้อส่วนที่วัวไม่ต้องออกแรงใช้กล้ามเนื้อมาก มีขนาดชิ้นเล็กที่สุด ไขมันน้อย ราคาแพง มักจะจัดเสิร์ฟเป็นชิ้นหนาประมาณ 2 นิ้วขึ้นไป เพื่อความนุ่มที่สมบูรณ์แบบ

1.2) เนื้อสตริปลอยน์ (Strip Loin Steak) หรือ นิวยอร์กสตริปสเต็ก (New York Strip)
เนื้อ สันติดมันที่ติดอันดับเนื้อสเต็กที่อร่อยที่สุด เพราะทั้งนุ่มละลายในปากแบบเทนเดอร์ลอยด์และชุ่มฉ่ำจากส่วนที่ติดมัน รสเข้มถึงใจ ถือเป็นสุดยอดเนื้อของวงการสเต็ก แน่นอนว่าราคาสูงปรี้ดเช่นกัน !

1.3) ทีโบน (T-bone Steak) หรือพอร์ตเตอร์เฮาส์ (Porterhouse)
เนื้อ ส่วนที่ได้จากการเฉือนกึ่งกลางระหว่างเทนเดอร์ลอยน์ และเนื้อสตริปลอยน์(เนื้อสันติดมัน) คั่นกลางด้วยกระดูรูปตัว T ทำให้ถูกเรียกว่าทีโบน ทำให้เราได้ลิ้มรสเนื้อสองแบบในเวลาเดียวกัน ทีโบนต่างกับพอร์ตเตอร์เฮ้าส์ที่จะมีส่วนที่เป็นเทนเดอร์ลอยน์มากกว่าและ ชิ้นใหญ่กว่า อร่อยเลิศขนาดนี้ราคาก็แพงหูฉี่สะใจ

1.4) เซอร์ลอยน์ (Sirloin Steak)    
เนื้อ สันนอกหรือเนื้อสะโพกด้านบนที่เต็มไปด้วยเนื้อนุ่มๆ ปนมันแถมลายเนื้อพอให้เคี้ยวกรุบ ๆ มีทั้งความนุ่มและความมัน และราคาไม่แพงมากนัก

ซี่โครง (Rib / ริบ): ตัดมาจากส่วนต้นซี่โครง ตัดแต่งกระดูกและเอ็นรอบนอกออก เหลือแต่เนื้อส่วนกลางที่ให้รสชาติดีที่สุด
ซี่โครงมีเนื้อที่นุ่ม รสเข้ม นิยมนำมาย่าง และทอดน้ำมันน้อยๆ โดยสามารถแบ่งเป็นประเภทย่อยได้อีกดังนี้

1.5) โทมาฮอว์ค (Tomahawk Steak)
สเต็ก เนื้อที่มาพร้อมกระดูกคล้ายกับทีโบน แต่ชิ้นเนื้อใหญ่อลังการกว่าเพราะเป็นเนื้อซี่โครงส่วนที่ใหญ่ที่สุดในตัว วัว มีเนื้อหนังและไขมันจัดเต็ม ส่วนมากจะถูกเสิร์ฟด้วยความหนาประมาณ 2 นิ้วขึ้นไป

1.6) ริบอาย (Ribeye Steak)        
เนื้อซี่โครง ย่างกรุบกรอบที่ได้เนื้อติดมันมามาก จึงขึ้นชื่อเรื่องความอร่อยชุ่มฉ่ำ เนื้อนุ่ม และรสเข้ม ถือว่าเป็นเนื้อที่ชุ่มฉ่ำและรสจัดที่สุด ราคาถูกว่าฟิเลมิยอง นิยมนำมาย่าง และทอดน้ำมันน้อยๆ

ประเภทที่ 2 : นุ่มปานกลาง
ได้แก่เนื้อจากบริเวณโคนขาและสะโพก (Round) และเนื้อจากบริเวณหัวไหล่ (Chuck) เหมาะกับการนำไป ต้ม, ตุ๋น, ทำเนื้อบด





2.1) ท็อป เบลด (Top Blade Steak) หรือแฟลท ไอรอน (Flat Iron)
เนื้อ สันบริเวณคอหรือหัวไหล่ Chuck เนื้อประเภทนี้จะมีความหนาเหมาะสำหรับการทำอาหารประเภท อบ การทำสตู เพราะจะได้เนื้อที่นิ่มเเละอร่อย เนื้อปนมันนุ่มชุ่ม ฉ่ำ มีมันมาก ความนุ่มเป็นรองแค่เทนเดอร์ลอยน์ รสดี นำไปย่าง หรืออบโดยไม่ต้องหมักก็อร่อย แถมราคาเนื้อส่วนนี้ถูกกว่าส่วนเทนเดอร์ลอยน์เกือบครึ่งอีกด้วย

2.2) เนื้อวัวส่วนสะโพก (top round)
เนื้อวัวตัดจากส่วนหลังของขา แม้ว่าเนื้อในส่วน round นี้จะเป็นส่วนที่ทำงานหนักเหมือน ส่วน chuck แต่เนื้อจาก round จะนุ่มกว่า

 

ประเภทที่ 3 นุ่มน้อยที่สุด 
 
 

เนื้อเหล่านี้ไม่นิยมนำมาทำเป็นสเต็ก เหมาะสำหรับการนำไป ตุ๋น, ทำสตู, เนื้อบด ได้แก่

- เนื้อจากบริเวณ ตอนกลางลำตัวด้านท้อง (Flank)
- ด้านอก (Short plate)
- ส่วนต้นขาด้านหน้า (Brisket)
- ส่วนต้นขาหน้า (Shank)
- ส่วนคอ (Neck)

เกรดของเนื้อสเต็ก


เกรดของเนื้อสเต็ก แบ่งตามความนุ่มจากปริมาณไขมันได้เป็น 3 ระดับ คือ
1. Prime เนื้อคุณภาพสูงสุด นุ่มและรสชาติเข้มข้นที่สุด มีปริมาณไขมันมาก
2. Choice เนื้อที่ได้รับความนิยมสุด ยังมีความนุ่มและจำนวนไขมันพอสมควร
3. Select เนื้อที่มีปริมาณไขมันน้อยที่สุด ไม่ค่อยนุ่ม

ระดับความสุกของสเต็ก
ความสุกของเนื้อสเต๊กแบ่งได้เป็น 6 ระดับ คือ





1. บลูแรร์ (Blue Rare) : สุกแค่ผิวเนื้อด้านนอก ด้านในยังดิบแบบเป็นสีแดงเกือบทั้งชิ้น

2. แรร์ (Rare) : ย่างแบบเนื้อด้านนอกสุกพอประมาณ (เป็นสีน้ำตาลอมเทา) ส่วนด้านในยังเป็นเนื้อแดงอมชมพูอยู่ ส่วนมากจะใช้เวลาย่างประมาณ 1 นาที

3. มีเดียม แรร์ (Medium Rare) : เนื้อกึ่งสุกกึ่งดิบ ด้านในยังเป็นเนื้อแดงประมาณ 50%

4. มีเดียม (Medium) : ย่างให้สุกขึ้นมาอีกนิด พอให้เนื้อด้านนอกเป็นสีน้ำตาลอ่อน ๆ เนื้อด้านในอมชมพู

5. ดัน (Done) : ย่างแบบให้เนื้อสุกทั่วถึงกัน แต่ยังคงหลงเหลือเนื้อสีชมพูเล็กน้อย

6. เวล ดัน (Well Done) : เนื้อสุกทั่วถึงกันทุกส่วน ไม่เหลือเนื้อส่วนที่เป็นสีชมพูอยู่เลย ลักษณะเนื้อที่ย่างแบบนี้จึงไม่ค่อยมีความฉ่ำของรสชาติเนื้อ

รู้จัก เนื้อสเต็กส่วนต่างๆ การวัดคุณภาพและระดับความสุกกันไปแล้ว ใครที่สั่งไม่ถูกที่นี้ก็สามารถสั่งสเต็กส่วนที่อยากได้ไม่ต้องกลัวหน้าแตก แล้วนะคะ ทิ้งท้ายอีกทีจำง่ายๆ คือ

- ถ้าชอบเนื้อนุ่มๆ ให้เลือกส่วนเนื้อสัน (ลอยน์)
- ยิ่งมีไขมันแทรกมาก เนื้อก็ยิ่งนุ่ม
- ถ้างบไม่มาก อาจจะได้เนื้อที่ไขมันน้อยหน่อย เช่น ส่วนท๊อปเบลด แต่ว่าถ้าเอาปรุงดีๆ ก็อร่อยเหมือนกันนะ
- ระดับความสุกของสเต็กที่ถือว่าดีที่สุดนั้นก็คือ แรร์ (Rare) หรือ มีเดียม แรร์ (Medium Rare) เพราะเราจะได้ลิ้มรสความชุ่มฉ่ำของเนื้อแบบเต็มที่
- แถมท้าย: การกินสเต็กนั้นควรกินกับน้ำเกรวี่ที่ใช้ราดสเต๊ก โดยไม่ควรเอาซอสพริกหรือซอสมะเขือเทศมาจิ้มสเต็กเพราะจะกลบรสชาติของเนื้อ อร่อยๆ ไปเสียหมด!

วันพุธที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2558

ข้าวผัดเนยใส่เบคอนกรอบ

ข้าวผัดเนยใส่เบคอนกรอบ

ส่วนผสม
1. เบคอน
2. ข้าวสวย
3. แครอท
4. หอมหัวใหญ่
5. รสดี + ซีอิ้วขาว+น้ำตาล
6. เนยแข็ง
7. น้ำมันสำหรับทอดเบคอน
8. ต้นหอมซอยสำหรับแต่งหน้า
9. ไข่ไก่



วิธีทำ
หั่นแครอท หอมหัวใหญเป็นลูกเต๋าเล็กๆ หั่นเบคอนพอดีคำทีนี้เรามาเริ่มเลย


1.เทน้ำมันลงในกะทะสำหรับทอดเบคอน(เป็นน้ำมันปาล์มดีกว่าค่ะเพราะมีจุดหลอมเหลวสูง) ทอดเสร็จละก็พักไว้ค่ะ
2. ผัดแครอทหอมใหญ่กับเนยพอหอมแล้วตกอกไข่ไส่ลงไปเลยค่ะเอาส่วนที่ผัดไว้กลบไข่ให้สุก
3.ใส่ข้าวลงไปผัดจนเริ่มเข้ากันแล้วปรุงรสด้วยรสดี+ซีอิ้วขาว(ใส่นิดเดียวพอค่ะเพราะเบค่อนกับเนยก็เค็มแล้ว+น้ำตาลเล็กน้อยนะคะพอตัดเค็ม
4.สุดท้ายแล้ว ปิดไฟเอาเบคอนลงไปคลุกค่ะ ตักใส่จานและแต่งด้วยต้นหอมซอย




เสร็จแล้ว ทะแด๊นนนนนน


วันอังคารที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2558

5 วิธีปฏิบัติของพ่อแม่ที่สร้างความเจ็บปวดให้ลูก

5 วิธีปฏิบัติของพ่อแม่ที่สร้างความเจ็บปวดให้ลูก



ปฏิเสธไม่ได้ว่า ความสุขอย่างหนึ่งของคนเป็นพ่อแม่ คือวันที่ได้เห็นลูกมีชีวิตอย่างมีความสุข และเติบโตเป็นที่รักของคนอื่นๆ แต่บางครั้งคุณพ่อคุณแม่เองอาจใช้ความรัก หรือวิธีการสอนที่อาจสร้างความเจ็บปวดให้ลูกโดยไม่รู้ตัว ซึ่งความเจ็บปวดเหล่านี้อาจส่งผลต่อการแสดงออกทางด้านพฤติกรรม และอารมณ์ในด้านลบตามมาได้

          ความน่าเป็นห่วงในข้างต้น ดร.ปนัดดา ธนเศรษฐกร อาจารย์ประจำสาขาพัฒนาการมนุษย์ สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาการเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กปฐมวัยจึงได้สรุปวิธีปฏิบัติของพ่อแม่ที่อาจสร้างความเจ็บปวดให้ลูกออกเป็น 5 เรื่องหลักๆ เพื่อให้พ่อแม่ควรหลีกเลี่ยง ดังต่อไปนี้

การเปรียบเทียบลูกกับคนอื่น

          การเปรียบเทียบ คือ การสร้างความรู้สึกด้อยให้เกิดขึ้นในชีวิตของเด็ก ซึ่งเป็นอันตรายต่อการพัฒนาบุคลิกภาพของเด็กอย่างมาก ถึงแม้จะช่วยให้เด็กพัฒนา และพยายามปรับปรุงตนเองเพื่อเอาชนะคำสบประมาทของพ่อแม่ แต่ก็อาจทำให้เด็กรู้สึกเจ็บปวด ยอมแพ้ เลิกพยายามต่อ หรือเกิดความคิดหาทางกลั่นแกล้งทำลายคู่แข่งคนอื่นๆ ได้ ทางที่ดี ไม่ควรใช้คำพูดทำลายความรู้สึกของลูกด้วยการเปรียบเทียบ เพราะเด็กแต่ละคนมีอุปนิสัย ตลอดจนความสามารถ และความถนัดที่แตกต่างกัน ควรชื่นชมในสิ่งที่เขาเป็น และทำได้ดีมากกว่าไปเปรียบเทียบตัวเขากับเด็กคนอื่น

ต่อว่าลูกต่อหน้าคนอื่น

          การต่อว่าลูกต่อหน้าคนอื่น ถือเป็นการไม่ให้เกียรติ และทำร้ายความรู้สึกของลูกอย่างมาก ทำให้ลูกรู้สึกอาย เสียหน้า อยากหนี และอยากตอบโต้ ทางที่ดี เวลาที่ลูกมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม ควรพูดกับลูกอย่างเป็นมิตร ไม่ตะคอก หรือโวยวายต่อหน้าคนอื่น หรือในที่สาธารณะ เช่น ต่อหน้าเพื่อน หรือคุณครู

บอกว่า “ไม่รัก” แล้ว

          ความรักไม่ควรนำมาใช้เป็นข้อแม้ คุณพ่อคุณแม่ควรทำให้เด็กๆ รู้ว่าคุณรักพวกเขาอย่างไม่มีเงื่อนไข และทำให้ลูกรู้ว่าคุณตำหนิที่ตัวพฤติกรรม ไม่ใช่ตำหนิที่ตัวเขา ซึ่งการพูดว่าไม่รักบ่อยๆ เด็กๆ อาจไม่ทำตามสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ หรือคุณครูบอก เพราะไม่มีประโยชน์อะไรที่เขาจะทำในเมื่อคุณพ่อคุณแม่เคยบอกว่าไม่รักเขาแล้ว

          “การที่ลูกถูกพ่อแม่บอกว่าไม่รัก เป็นการบั่นทอนความมั่นคงทางอารมณ์ และจิตใจของลูกอย่างมาก พ่อแม่บางคนบอกว่าไม่รักก็เพื่อให้ลูกเชื่อฟัง แต่หารู้ไม่ว่า วิธีนี้ทำให้ลูกรู้สึกเจ็บปวดมากที่สุด เพราะการที่พ่อแม่บอกไม่รักเขาแล้ว ถือเป็นเรื่องใหญ่สำหรับเด็กมาก ซึ่งหลายท่านบอกว่า เด็กไม่คิดมากหรอก แต่ลองคิดดูว่า ถ้าลูกพูดแบบนี้กับเราบ้าง เราจะรู้สึกอย่างไร มีผู้ปกครองบางท่านถึงกับคิดมาก และร้องไห้กันเลยทีเดียว เห็นไหมว่า เราก็คิดมากกับคำพูดของลูกเหมือนกัน” ผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กปฐมวัยท่านนี้ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ

การเพิกเฉย ไม่สนใจ

          การไม่สนใจ แบ่งออกเป็น การไม่สนใจเชิงบวก กับการไม่สนใจเชิงลบ ซึ่งการไม่สนใจทางบวกนั้น ถ้าพฤติกรรมของลูก เช่น การร้องชักดิ้นชักงอ ไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อตัวเด็ก พ่อแม่ และสภาพแวดล้อม การเดินหนี หรือไม่สนใจ ถือเป็นการไม่สนใจเชิงบวก เป็นการฝึกวินัยเด็กให้รู้จักเรียนรู้ว่า วิธีนี้ไม่สามารถเรียกร้องความสนใจจากพ่อแม่ได้ เด็กก็จะไม่ทำอีก แต่ถ้าลูกวิ่งเข้ามาเล่น หรือเอาภาพวาดมาอวด แต่กลับไม่ได้รับความสนใจจากพ่อแม่ ถือเป็นการทำร้ายจิตใจลูกมาก

ข่มขู่ หรือทำให้กลัว

         ความกลัวเป็นธรรมชาติของเด็กที่เกิดขึ้นได้ปกติ เพราะเด็กยังไม่สามารถเข้าใจในเรื่องต่างๆ ได้ดีเกือบทั้งหมด เนื่องจากการรับรู้ หรือเรียนรู้ครั้งแรกของเด็กอาจทำให้เกิดความไม่กล้า หรือเกิดความกลัวขึ้นได้ แต่การเข้าไปตอกย้ำความกลัวด้วยวิธีการขู่ หรือหลอกให้กลัวเพื่อไม่ให้ทำในสิ่งต่างๆ เช่น “ออกไปนอกบ้าน ระวังตำรวจจับนะ” หรือ “ถ้าซนมากๆ เดี๋ยวแม่จะให้หมอมาฉีดยาเลยนะ”

          ซึ่งการขู่ลูกในลักษณะเช่นนี้ หากเกิดขึ้นบ่อยๆ เด็กจะค่อยๆ ซึมซับความกลัวจนกลายเป็นกลัวฝังใจได้ ซึ่งความกลัวเหล่านี้เอง เป็นสาเหตุให้เด็กเก็บไปฝัน และนอนผวาในเวลากลางคืน ถือเป็นการบั่นทอนสุขภาพของเด็กอย่างมาก ทำให้เด็กกลายเป็นคนขี้กลัว ทางที่ดี พ่อแม่ควรสอนด้วยหลักของเหตุและผลแทนการข่มขู่หรือหลอกให้กลัว

          ท้ายนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กปฐมวัย สะกิดใจถึงคุณพ่อคุณแม่ทุกๆ ท่านว่า เรื่องของจิตใจเป็นเรื่องใหญ่ที่พ่อแม่ควรใส่ใจ โดยเฉพาะวิธีการปฏิบัติของพ่อแม่ที่อาจทำให้ลูกรู้สึกเจ็บปวดได้ เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว เมื่อลูกรู้สึกไม่ดี หรือรู้สึกแย่ วันหนึ่งลูกจะค่อยๆ ถอยห่างออกจากพ่อแม่ และบ้านก็เป็นได้


ที่มาข้อมูล  :  ดร.ปนัดดา ธนเศรษฐกร

วันจันทร์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2558

ทำอย่างไร..เมื่อลูกชายกลายเป็นหญิง

 ปัจจุบันสังคมไทยเปิดกว้างมากขึ้นสำหรับการแสดงออกของเพศที่สาม ทว่าในบางครอบครัวพ่อแม่หรือผู้ปกครองยังเปิดใจยอมรับไม่ได้ ส่งผลให้เด็กเกิดความเครียดในจิตใจ นั่นเพราะกลัวทำให้พ่อแม่เสียใจ จึงต้องคอยหลบ ๆ ซ่อน ๆ ในการเผยความเป็นหญิงออกมา

             อาจารย์รณภูมิ สามัคคีคารมย์ อาจารย์ประจำคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เผยว่า กะเทยไม่ใช่ปัญหาสังคม แต่สังคมไม่เข้าใจจนทำให้เป็นปัญหาเอง จากผลการวิจัยพบว่า กะเทย เป็นเพศที่ได้รับความรุนแรงมากที่สุดถึง 34.8% เมื่อเจาะลึกลงไปจะพบอีกว่า ปัญหาความรุนแรงเกิดขึ้นมากที่สุดในครอบครัวถึง 90% โดยกะเทยที่เสี่ยงต่อความรุนแรงมักเป็นกะเทยที่ยังไม่แปลงเพศ มีรูปร่างที่เป็นชาย ไว้ผมสั้น แต่แต่งหน้า ทาเล็บ ทาปาก ซึ่งกะเทยที่มีพฤติกรรมเช่นนี้ จะถูกไม่ให้เกียรติและถูกเอาเปรียบมากกว่า เกย์และกะเทยที่แปลงเพศเหมือนผู้หญิงแล้ว

            จากผลวิจัยดังกล่าว ทำให้เว็บไซต์เพื่อนกะเทยไทย ออกแนวทางปฏิบัติการอยู่ร่วมกับกะเทยออกมา หวังบรรเทาความรุนแรงในครอบครัว และช่วยให้ครอบครัวที่มีบุตรหลานเป็นกะเทย สามารถอยู่ร่วมกับคนในครอบครัวได้อย่างมีความสุขและเข้าใจกันและกัน

            ต่อคำถามที่ว่า หากมีบุตรหลานเป็นกะเทย ควรปฏิบัติตัวอย่างไร อาจารย์รณภูมิ กล่าวว่า ถ้าเลือกได้ ส่วนใหญ่คงไม่มีใครอยากให้ลูกเป็นกะเทย คงอยากให้เป็นผู้ชายไปเลยมากกว่า แต่เมื่อไม่สามารถทำได้ ก็ต้องมีการวางแนวทางปฏิบัติซึ่งตอนนี้อยู่ระหว่างเขียนแนวทางนี้ ดังนั้นแนวทางนี้จึงเป็นเสมือนคู่มือที่ให้คำแนะนำว่าทำอย่างไรที่จะอยู่ร่วมกับบุตรหลานเพศที่สามได้อย่างไร

            จากผลการสำรวจพบว่า ครอบครัวที่รับไม่ได้จากปัญหาลูกชายกลายเป็นหญิงมีมากกว่ารับได้ ซึ่งกะเทยส่วนใหญ่จะแก้ปัญหาด้วยการหนีออกจากบ้าน แล้วไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ตามเมืองใหญ่ ๆ เช่น พัทยา ประกอบอาชีพนักร้อง นักแสดง หรือกระทั่งขายบริการ เพื่อเลี้ยงชีพ

             แต่หากทำตามคู่มือแล้วยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ ลำดับต่อไปต้องใช้คนกลางที่เป็นผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์เข้ามาให้คำปรึกษา แนะนำวิธีการเปิดใจยอมรับ ซึ่งอาจารย์รณภูมิกำลังประสานงานกับโรงพยาบาลรามาธิบดี เพื่อหาแนวทางป้องกัน

            ทั้งนี้ แนวทางปฏิบัติการอยู่ร่วมกับกะเทยเป็นก้าวแรกในการลดแรงกระตุ้นความรุนแรงของเพศทางเลือก การเปิดใจยอมรับและอยู่ร่วมกันอย่างเข้าใจ จึงเป็นการปฏิบัติที่สำคัญในการลดและแก้ปัญหา อย่างไรก็ตามแนวทางปฏิบัติดังกล่าวได้เผยแพร่บางส่วนแล้วในเว็บไซต์เครือข่ายเพื่อนกะเทยไทย และกำลังประสานงานผ่านกระทรวงสาธารณสุขกับโรงพยาบาลอื่น ๆ เพื่อกระจายข่าวสารให้ทั่วถึง

วันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2558

ทำไมผอม .. แต่มีพุง???

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของ โครงการเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน
ในชุดโครงการ "รวมพลัง ขยับกาย สร้างสังคมไทย ไร้พุง"
เครือข่ายคนไทยไร้พุง
ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย
สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการ
 สร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)


หุ่นผอมแห้งแต่มีพุง เป็นหนุ่งในรูปร่างที่พบได้บ่อบของ ชาย / หญิง ในปัจจุบัน
ซึ่งหลายคนคิดว่าไม่เป็นปัญหา

แต่เพราะว่าพุง ซึ่งเกิดจากไขมันสะสมในช่องท้องมีชื่อเรียกว่า Visceral fat
เป็นเซลล์ไขามันที่ไม่ดีกับสุขภาพ
เป็นเซลล์ไขมันที่ผลิตสารซึ่งก่อให้เกิดการอักเสบระดับโมเลกุล
ส่งผลเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดหัวใจ รวมไปถึงอัลไซเมอร์

สาเหตุที่ผอมแต่ลงพุงนั้นเกิดจากสองสาเหตุหลัก
หนึ่งคือรับประทานอาหารผิดประเภท
และสองคือการไม่ออกกำลังกาย

อาหารที่เรารับประทานแต่ละปรระเทภส่งผลต่อการสะสมของไขมันในส่วนที่ต่างกันไป
มีอาหารสามประเภทหลักที่ส่งเสริมการสะสมไขมันไปอยู่ที่บริเวณพุง

     1.คือน้ำเชื่อมที่มีชื่อเรียกว่า High-Fructose Corn Syrup (HFCS)
     มีงานวิจัยในหนูพบว่า หนูที่ถุกป้อนด้วยน้ำเชื่อ HFCS
จะมีไขมันสะสมบริเวณพุงมากกว่าหนูที่ถูกป้อนด้วยน้ำตาลปกติในปริมาณแคลอรี่ที่เท่ากัน
HFCS คือสารให้ความหวานที่สังเคราะห์จากแป้งข้าวโพด มีการใช้กันมากใน อุตสาหกรรมอาหาร
เพราะราคาถูกและเก็บรักษาได้นา HFCS พบมากในน้ำอัดลม น้ำหวาน ชาเขียวรสหวาน
เครื่องดื่มฟังค์ชั่นนั่ลดริ้งค์รสหวานคุ๊กกี้ บิสกิต มัฟฟิ่น ซีเรียล ขนมขบเคี้ยว น้ำสลัด เครื่องปรุงรสหวาน

     2. คือ ไขมันตัวร้ายที่เรียกว่า ไขมันทรานส์
     ซึ่งเป็นไขมันสังเคราะห์ที่ใช้กันมากในอุตสาหกรรมอาหาร มีงานวิจัยพบว่า การรับประทานอาหาร
ไขมันทรานส์เป็นประจำ ส่งผลให้ไขมันสะสมบริเวณพุงมากขึ้น แม้ว่าปริมาณแคลอรี่จะไม่ได้สูงก็ตาม
ไขมันทรานส์พบในมาร์การีน ชอร์ตเทนนิ่ง เค้ก คุ๊กกี้ แครกเกอร์ ขนมปังบางประเภท
อาหารทอด ฟาสต์ฟู๊ด มันฝรั่งทอดกรอบ อาหารแช่แข็ง

     3. เสริมการสะสมของไขมันบริเวณพุง คือ เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอลล์ พบว่า
แอลกอฮอลล์ในเครื่องดื่มไม่ว่าจะเป็น เบียร์ วิสกี้ วอดก้า ค๊อกเทล หรือไวน์
จะส่งผลให้ไขมันไปสะสมบริเวณช่องท้องมากเป็นพิเศษ ยิ่งดื่มมาก ยิ่งมีผลมากขึ้น

     เมื่อมีอาหารเพิ่มพุง ก็ต้องมีอาหารลดพุง พบว่าอาหารที่ช่วยลดพุงได้ดีคือ
สารอาหารในกลุ่มไฟเบอร์ที่ละลายน้ำได้ ซึ่งพบมากใน ข้าวโอ๊ต ถั่วต่างๆ แตงกวา
แครอท ต้นหอม สตอรอเบอรี่ บลูเบอรี่ แอปเปิ้ล ส้ม
     เคยมีงานวิจัยที่พบว่า เพียงแค่เพิ่มการรับประทานเส้นใยอาหารให้ได้ 10 กรัมต่อวัน
(ประมาณแอ๊ปเปิ้ลสองลูก) ก็ส่งผลให้ปริมาณไขมันสะสมที่พุงลดลงได้แล้ว


สรุปแล้วการปรับอาหารเพื่อแก้ปัญหา

ผอมแต่มีพุงนั้น ไม่จำเป็นต้องลดปริมาณอาหาร หรือแคลอรี่โดยรวมที่รับประทาน
แต่ควรเปลี่ยนมารับประทานอาหารที่ "คลีน" ขึ้น
เลี่ยงการรับประทานอาหารที่ผ่านกระบวนการอุตสาหกรร อาหารสำเร็จรูป อาหารแช่แข็ง
แล้วหันมารับประทานอาหารที่เป็น "อาหาร" จริงๆ
อาหารสดๆ ปรุงเอง เน้นรับประทานผัก ผลไม้ และธัญพืช
เมื่ออาหารในจานของเราคลีน ไขมันที่สะสมบริเวณพุงของเราก็จะถูกคลีนออกไปในที่สุด

     นอกจากการปรับอาหารแล้ว อีกสิ่งหนึ่งซึงสำคัญมากคือการออกกำลังกาย
สาวผอมบางคนไม่อยากออกกำลังกายเพราะกลัวผอมมากขึ้นไปอีก หรือ

บางคนก็คิดว่าผอมอยู่แล้วไม่จำเป็นต้องออกกำลังกาย ซึ่งเป็นความคิดที่
จริงๆแล้วสาวผอมที่ได้ออกกำลังกายจะช่วยให้มรกล้ามเนื้อขึ้นมาบ้าง
หุ่นจะดูดีและใส่เสื้อผ้าได้สวยขึ้น และที่สำคัญคือ การออกกำลังกายจะช่วยลด
การสะสมของไขมันบริเวณพุง ช่วยให้การกระจายของไขมันดีขึ้นด้วย
ปัญหาเรื่องไขมันสะสมในที่ๆไม่ควรสะสมก็จะหมดไป





<photo id="1" /><photo id="2" /><photo id="3" />

วันพฤหัสบดีที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2558

ไขปัญหา : พืชผักที่มีฤทธิ์เย็น

พืชผักฤทธิ์เย็น หมายถึงมีความหนาวน้อยลงกว่าพืชผักที่มีฤทธิ์หนาว อากาศในธรรมชาติจะแบ่งด้วยอุณหภูมิที่แตกต่างกัน เช่น เย็น หนาวและหนาวมาก (จนเป็นน้ำแข็ง) มีฤทธิ์กลางๆ ที่เรียกตามแผนไทยว่าฤทธิ์สุขุม ยังมีอุ่น ร้อน ร้อนจัด (เป็นไฟ) เป็นต้น พืชผักที่มีฤทธิ์หนาวได้กล่าวมาหลายชนิดแล้ว ในบทต่อๆ ไปจะได้กล่าวถึงพืชผักที่มีฤทธิ์เย็น ดังนี้





บวบ ในบ้านเรามี 2 ชนิด คือบวบเหลี่ยมกับบวบหอม บวบเหลี่ยมจะมีเหลี่ยมเป็นสันแหลมๆ เวลาจะทำอาหารต้องปอกเหลี่ยมแหลมๆ ออกก่อน จากนั้นค่อยหั่นเป็นชิ้นๆ สำหรับผัด หรือใส่ในแกงชนิดต่างๆ ได้ ส่วนบวบหอม ไม่ต้องปอกเปลือก สามารถหั่นเป็นชิ้นแล้วนำมาปรุงอาหารได้เลย หรือนำมาต้มจิ้มน้ำพริก ซึ่งในบ้านเรามีให้เห็นทั่วไป นอกจากบวบที่เป็นลูกกินได้แล้ว ยอดบวบอ่อนๆยังนำมาทำแกง ต้มจืดหรือต้มจิ้มน้ำพริกได้ด้วย

บวบมีฤทธิ์เย็น รสหวาน แต่ตรงขั้วจะขม ประกอบด้วยโปรตีน วิตามิน บี ซี แคลเซียม ฟอสฟอรัส เป็นต้น บวบ มีสรรพคุณช่วย ดับร้อนบำรุงลำไส้ เย็นเลือด ลดพิษ ทะลวงเส้นลมปราณ ช่วยเลือดเดินดี ให้ความชุ่มชื้น ดับกระหาย ละลายเสมหะ ให้กระเพาะลำไส้โล่ง ขับปัสสาวะลดบวม

ด้วยเหตุนี้บวบจึงเป็นพืชผักที่เป็นทั้งอาหารและยา ลูกอ่อนสำหรับทำเป็นอาหาร ลูกแก่สำหรับเป็นยา ในทำเนียบยาจีน จึงมีรายชื่อบวบรวมอยู่ด้วย ผู้ที่ร่างกายขี้ร้อน ถ่ายไม่สะดวก กินเมนูบวบจะช่วยลดร้อน ระบายอุจจาระได้ด้วย ผู้ที่มีไข้ กระหายน้ำ ดื่มน้ำแกงบวบ จะช่วยลดการกระหายและลดไข้ บวบจึงเป็นผักที่ปรุงอาหารได้หลายเมนู เช่น ใส่แกงเลียง ใส่แกงไตปลา ใส่แกงเปอะหน่อไม้ แกงจืด ผัดกุ้ง ผัดไข่ อันเป็นอาหารที่คนไทยนิยมกันมาแต่โบราณ

ยังมีรายงานว่า สตรีมีระดูขาว หลังคลอดน้ำนมไม่ไหลให้กินเมนูบวบ โดยเฉพาะแกงเลียง บวบยังใช้ภายนอกได้ เช่นนำบวบสดมาสับให้ละเอียด พอกลงบนฝีหนอง หรือที่มีการอักเสบ จะช่วยลดการอักเสบได้ บวบยังช่วยเรื่องความสวยงาม ใบหน้าและผิวล้างด้วยน้ำบวบต้มสุก จะช่วยให้ผิวขาวขึ้น ดอกบวบล้างสะอาด ต้มน้ำแล้วใส่น้ำผึ้ง ดื่มช่วยลดปอดร้อน ระงับไอ

นอกจากนี้บวบแก่ เอาเนื้อบวบออก เหลือแต่ซางบวบ เป็นยาจีนที่ดีชนิดหนึ่งใช้ร่วมกับยาจีนบางชนิดช่วยรักษาอาการปวดข้อ ระบายปัสสาวะ ลดบวม เป็นตะคริว เป็นต้น บ้านเราสมัยก่อนยังไม่มีฟองน้ำ สก๊อตไบร้ก็ได้ซางบวบนี่แหละมาล้างจาน และช่วยขัดผิวเวลาอาบน้ำ ร่างกายที่ไม่เหมาะในการกินบวบคือ ผู้ที่กระเพาะม้ามอ่อนแอ ท้องร่วงบ่อย และผู้ที่ไม่สบายมีโรคประจำตัวไม่ควรกินบวบ

วันศุกร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2557

1 กรกฏา เริ่มปฏิวัติกิจวัตรประจำวันละคะ่

สวัสดีค่ะเพื่อนๆชาวบล๊อกนะคะ วันนี้โฟล์คจะมารายงานว่า โฟล์คน้ำหนักขึ้นประมาณ 3 กก. ++ ค่ะ
เนื่องจาก ทำงานในออฟฟิศ กิน นั่ง กิน นั่ง กลับบ้านเหนื่อย กิน นอน กิน นอน คราวนี้ก็จะพยายามปฏิวัติสุขภาพด้วยการทานคลีนแล้วนะคะ ใครมีสูตรอาหารก็มาแบ่งโฟล์คบ้างนะคะ อยากสวย อิอิ

วันอาทิตย์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

Do You Know about Acne ….True or False

ทุกวันนี้ยังมีความเชื่อเกี่ยวกับสิวอยู่อีกมาก บ้างก็ว่าสิวเกิดจากอาหารบางประเภทที่เรารับประทาน บ้างก็ว่าสิวเกิดจากความเครียด ลองทายดูสิว่า ความเชื่อต่างๆเหล่านี้เป็นความเชื่อที่ถูกหรือผิด

ความเครียดและการเข้านอนดึกทำให้เป็นสิวมากขึ้น.................. (√)
ความเครียดส่งผลต่อระบบของร่างกาย เช่น ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ซึ่งอาจกระตุ้นให้เกิดสิว

แสงแดดช่วยฆ่าเชื้อโรค ดังนั้นการออกไปตากแดดทำให้เป็นสิวน้อยลง.......................( X)
สิวเกิดที่บริเวณรูขุมขนซึ่งอยู่ภายในชั้นผิวหนัง ดังนั้นการออกไปตากแดด ไม่ได้ช่วยให้สิวหายหรือทำให้เป็นสิวลดลง มิหนำซ้ำยังทำให้แก้ฝ้าและจุดด่างดำได้อีกด้วย

การล้างหน้าบ่อยๆ เป็นการป้องกันการเกิดสิว......................( X)
การล้างหน้าหรือทำความสะอาดผิวหน้าบ่อยๆ ไม่ได้เป็นการป้องกันการเกิดสิวหรือทำให้เป็นสิวน้อยลง ตรงกันข้ามการล้างหน้าบ่อยๆ จะทำให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวและอาจทำให้เป็นสิวมากขึ้น

เมื่อเป็นสิวไม่จำเป็นต้องทำการรักษา เมื่ออายุมากขึ้นสิวก็จะค่อยๆหายไปเอง....................( X)
สิวสามารถรักษาให้หายได้ ปัจจุบันนี้มีวิธีรักษาสิวที่มีประสิทธิภาพมากมาย ดังนั้นเมื่อเป็นสิวควรรีบไปปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคผิวหนัง เพื่อรักษา และป้องกันไม่ให้เกิดรอยแผลเป็นที่รักษายากกว่าการรักษาสิว

การกดหรือบีบสิวจะทำให้สิวหายเร็วขึ้น ........................(X)
การบีบหรือกดสิวจะทำให้ตุ่มหนองแตกออกและมีการแพร่กระจายของหนองและเชื้อ แบคทีเรียไปยังบริเวณข้างเคียง ทำให้เกิดการอักเสบมากขึ้นและอาจทำให้เกิดเป็นรอยแผลเป็นได้

รู้ทัน....ป้องกันมะเร็ง

"มะเร็งตับ" เป็นมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับ 1 ในเพศชาย ส่วนมะเร็งลำไส้ คร่าชีวิตคนไทยสูงเป็นอันดับ 3 ของประเทศ
"มะเร็งตับ" เป็นมะเร็งที่มีการดำเนินโรคเร็วมาก มักจะเสียชีวิตใน 3 -6 เดือน
โอกาสรอดชีวิตของ "มะเร็งตับ" มีเพียง 10-20% ขณะที่อัตราการเสียชีวิตมีสูงถึง 80-90%
"มะเร็งลำไส้" มักตรวจพบ เมื่อเข้าสู่ระยะสุดท้ายแล้ว เนื่องจากมะเร็งในระยะต้น มักไม่มีอาการที่ชัดเจน
"มะเร็งลำไส้"สามารถตรวจพบก่อนการเป็นมะเร็ง ด้วยการส่องกล้อง เท่านั้น

เรามาทำความรู้จักมะเร็งร้าย 2 ชนิดนี้กันดีกว่า
จะทราบได้อย่างไรว่ากำลังเป็นมะเร็งตับ?
ผู้ป่วยส่วนใหญ่แทบไม่มีอาการอะไรเลย ดังนั้นเมื่อมีอาการที่ชัดเจนมะเร็งก็อยู่ในระยะลุกลามหรือมีขนาดใหญ่และไม่ สามารถจะรักษาได้แล้ว อาการของผู้ป่วยมะเร็งตับที่ชัดเจนก็คือ
•     รู้สึกอ่อนเพลีย น้ำหนักลดอย่างรวดเร็ว
•     เบื่ออาหาร จุกเสียด แน่นท้อง
•     ปวดชายโครงด้านขวา โดยอาจร้าวไปที่ไหล่ด้านขวาหรือลำตัวซีกขวาและอาจคลำพบก้อนที่ชายโครง
•     ตัวเหลือง ตาเหลือง ท้องโตและบวมบริเวณขาทั้ง 2 ข้าง

การตรวจหามะเร็งตับทำได้อย่างไร?
•     การตรวจหาระดับของสารอัลฟาฟิโตโปรตีน (Alfafeto-protein) ซึ่งเป็นสารที่มักพบในผู้ป่วยมะเร็งตับ
•     การทำอัลตราซาวนด์ช่องท้อง เพื่อตรวจหาก้อนมะเร็งที่มีขนาดเล็ก ๆ ได้
•     การตรวจโดยใช้เครื่องเอ็กซ์เรย์คอมพิวเตอร์ที่เรียกว่า C T Scan ซึ่งจะสามารถเห็นมะเร็งที่มีขนาดเล็กกว่า 1 ซ.ม.ได้

จะทราบได้อย่างไรว่ากำลังเป็นมะเร็งลำไส้
•     ปวดท้อง, ท้องเสีย, ท้องผูก บางครั้งอาจมีอาการทั้ง 3 อย่างสลับกัน
•     เลือดออกในเนื้องอกก่อให้เกิดเลือดออกในอุจจาระ   ซึ่งหากเป็นสีแดงแสดงว่ามีเนื้องอกที่บริเวณช่องทวารหนัก   และหากเป็นสีดำ แสดงว่ามีเนื้องอกอยู่ภายในลำไส้
•     บางครั้งอาจรู้สึกแน่นท้อง ปวดท้อง เป็นไข้ น้ำหนักลด ไม่อยากอาหาร

การตรวจหามะเร็งลำไส้ทำได้อย่างไร?
•     การตรวจเลือดที่แฝงในอุจจาระ (แต่ให้ผลการวิเคราะห์ที่ไม่แม่นยำ)
•     การตรวจเลือดเพื่อหาตัวบ่งชี้มะเร็ง CEA , CA 19-9 และ CA 125
•     การตรวจวินิจฉัยทางรังสีวิทยา
•     การส่องกล้องตรวจทางเดินอาหาร
•     การตรวจเนื้อเยื่อ

สำหรับหลายๆ ท่าน ที่รู้สึกว่าอาการผิดปกติของตนเองนั้น ยังไม่มาก สามารถทนได้ หรืออาการทุเลาลงเมื่อรับประทานยา อาจจะยังไม่เห็นความสำคัญของการพบแพทย์ในทันที  ซึ่งทำให้ผู้ป่วยหลายคนพลาดโอกาสไปอย่างน่าเสียดาย ที่จะค้นพบสาเหตุของโรคในระยะเริ่มต้น ทำให้ต้องใช้ระยะเวลาในการรักษานาน  เนื่องจากอาการได้ลุกลามไปแล้ว จนถึงขั้นไม่อาจรักษาได้ก็มี......อย่างลืมดูแลตัวเองและคนที่คุณรัก ด้วยการตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปีนะคะ ด้วยความปรารถนาดีจาก....

โรคตาแดง

โรคตาแดง เป็นการอักเสบของเยื่อบุตาขาวที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส ส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัสที่ชื่อ adenovirus  แล้วเกิดการติดเชื้อที่เยื่อตาขาวเรียกว่า Epidemic keratoconjunctivitis (EKC)  เป็นโรคที่ติดต่อกันได้ง่าย รวดเร็ว และทำให้เกิดอาการขึ้นอย่างเฉียบพลัน พบมีการระบาดเป็นช่วงๆ มักเป็นในฤดูฝน การติดต่อของโรคเกิดโดยตรงจากการสัมผัส การใช้ของร่วมกัน การไอ หรือการหายใจรดกัน และมักเกิดการติดต่อกันในที่ชุมชน   ในโรงเรียน   ที่ทำงาน สระว่ายน้ำ รวมทั้งห้างสรรพสินค้า  โดยหลังจากได้รับเชื้อแล้วจะทำให้เกิดอาการภายใน 1-2 วัน และเมื่อเกิดเป็นขึ้นมาแล้วจะมีโอกาสแพร่เชื้อไปยังผู้อื่นนานถึง 2 สัปดาห์

ผู้ที่ได้รับเชื้อไวรัสนี้จะมีอาการตาแดงอย่างรวดเร็ว เคืองตา เจ็บตา น้ำตาไหล ไม่มีขี้ตา นอกจากมีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนตามมาจึงจะมีขี้ตา บางรายมีต่อมน้ำเหลืองหน้าหูโตและเจ็บ ผู้ที่เป็นมักเป็นกับตาข้างหนึ่งก่อน ต่อมาอีก 2-3 วัน ก็จะลุกลามไปกับตาข้างหนึ่งระยะเวลาของโรคนี้จะเป็นนานประมาณ 10-14 วัน

ในบางรายเมื่อตาแดงดีขึ้น อาจเกิดโรคแทรกซ้อนคือตาดำอักเสบ โดยผู้ป่วยสังเกตว่ามีอาการมัวลงทั้งๆ ที่อาการตาแดงดีขึ้นมากแล้ว มักเกิดขึ้นในวันที่ 7-10 หลังเริ่มเป็นตาแดง ตาดำอักเสบนี้ถ้าไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง อาจเป็นอยู่นานหลายๆ เดือนกว่าจะหาย

หากมีอาการต่อไปนี้ให้รีบพบแพทย์
•    ตามัวลง
•    ปวดตามากขึ้น
•    กรอกตาแล้วปวด
•    ไข้
•    ให้ยาไปแล้ว 48 ชั่วโมงไม่ดีขึ้น
•    น้ำตายังไหลอยู่แม้ว่าจะได้ยาครบแล้ว
•    แพ้แสงอย่างมาก


การป้องกัน
โรคตาแดงเป็นโรคที่ไม่มีการรักษาโดยตรง มีการระบาดอย่างรวดเร็ว และติอต่อกันง่ายมาก การป้องกันระมัดระวังไม่ให้ติดโรคนี้ ทำได้โดยการแยกผู้ป่วย เช่น หยุดงาน หยุดเรียน ไม่พูด ไอ หรือจามรอผู้อื่น ไม่ใช้สิ่งของปะปนกับผู้อื่น ไม่ใช้มือป้ายตาและขยี้ตาเพราะเชื้อโรคจะติดไปยังสิ่งของที่ผู้ป่วยหยิบจับ ล้างมือบ่อยๆ ให้สะอาด ห้ามใช้ยาหยอดตาร่วมกัน ในผู้ที่เป็นตาแดงในตาข้างหนึ่ง ส่วนอีกตาข้างหนึ่งไม่มีอาการ ให้หยอดตาเฉพาะตาข้างหนึ่งเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องหยอดตาข้างปกติด้วย เพราะจะเป็นการนำเชื้อจากตาข้างที่เป็นไปยังตาข้างปกติ

การรักษา
        เนื่องจากโรคตาแดงเกิดจากเชื้อไวรัส จึงยังไม่มีการรักษาโดยเฉพาะยาต้านเชื้อไวรัสต่างๆ ที่มีขณะนี้ใช้ไม่ได้ผลกับเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคนี้ ส่วนใหญ่แพทย์จะรักษาโดยการใช้ยาปฏิชีวนะหยอดตา และป้ายตา เพื่อป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียซึ่งมักจะเกิดตามมา ถ้ามีอาการเจ็บตาให้รับประทานยาแก้ปวด เช่น พาราเซตามอล ถ้ามีอาการเคืองตา แพทย์จะแนะนำให้ใส่แว่นกันแดด ไม่ควรปิดตา และไม่จำเป็นต้องล้างตา นอกจากนี้ผู้ป่วยควรได้รับการพักผ่อนอย่างเต็มที่ และพักการใช้สายตา ระยะเวลาการรักษานานประมาณ 2 สัปดาห์
         ลักษณะของโรคตาแดงที่แพทย์ต้องดูแลเป็นพิเศษมีอยู่ 3 ลักษณะด้วยกัน คือ ประการแรก ถ้าเยื่อตาขาวอักเสบมากเสียจนผิวของเยื่อตาขาวลอกออก บางครั้งเยื่อตาขาวของเปลือกตากับเยื่อตาขาวของลูกตาอาจจะกลายเป็นแผลเป็น ติดกันได้ ถ้าไม่ได้รับการดูแลรักษาที่ถูกวิธี เพราะเนื้อมาประกบกันโดยที่ไม่มีหนังอยู่ตรงกลาง จึงอาจจะติดกันจนแยกไม่ออก ทำให้มีการระคายเคืองเรื้อรังได้
       
         ประการต่อมา ในส่วนของกระจกตาดำ เพราะบางเชื้อเข้ากระจกตาดำทำให้คนไข้มองอะไรไม่ค่อยชัด สู้แสงไม่ได้ ทำงานลำบาก สุดท้าย คือ เรื่องของเปลือกตาที่บวมมาก มีน้ำตาไหลออกมาตลอดจนคนไข้กังวลมาก จึงต้องมีการดูอาการเป็นพิเศษ เพื่อรอให้หายไปเอง ด้วยการพูดคุยกับคนไข้ อธิบาย ให้เข้าใจให้สบายใจ จากนั้นจะให้กลับไปรักษาตัวที่บ้านเมื่ออาการทุเลาลง

         อาการตาแดงนอกจากจะเกิดจากโรคตาแดง ซึ่งมีการระบาดกันอยู่บ่อยๆ แล้วยังอาจพบได้ในโรคตาอื่นๆ อีกหลายโรค และบางโรคเป็นโรคที่มีอันตรายร้ายแรง คือทำให้มีการสูญเสียสายตาได้ เช่น ต้อหิน ม่านตาอักเสบ ตาดำอักเสบ ดังนั้นเมื่อเกิดมีอาการตาแดงขึ้น ควรได้รับการตรวจรักษาโดยแพทย์ ไม่ควรซื้อยามาใช้เอง
    
         ข้อปฏิบัติที่สำคัญสำหรับผู้ที่กำลังเป็นโรคตาแดง คือ การป้องกันไม่ให้โรคแพร่กระจายจากตนเองไปสู่ผู้อื่น โดยผู้ที่มีอาการควรหยุดพักเรียนหรือพักงานอย่างน้อย 1 สัปดาห์ ไม่ควรอยู่ในที่ชุมชน รวมทั้งใส่แว่นตากันแดด เป็นการป้องกันฝุ่นละอองที่จะทำให้เกิดอาการระคายเคือง

         สำหรับการอยู่ร่วมกับผู้ป่วยนั้น อย่ากลัวหรือกังวลในการติดโรคมากจนเกินไป เพราะเชื้อมีระยะเวลาในการแพร่ เพียงแต่ระมัดระวังไม่จับ สัมผัส หรือใช้ของร่วมกับผู้ป่วย

พิลาทีส

ประโยชน์ของการออกกำลังกายแบบพิลาทีส
  • ปรับความสัมพันธ์ระหว่างร่างกายและจิตใจในการเคลื่อนไหว
  • สร้างความแข็งแรง และเพิ่มความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อทุกส่วนของร่างกาย ทำให้มีบุคลิกที่ดีและมีการเคลื่อนไหวที่เป็นธรรมชาติอย่างสวยงาม
  • เน้นเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อลำตัว โดยจะทำให้กล้ามเนื้อหน้าท้องแบนราบสวยงามและกล้ามเนื้อลำตัวที่แข็งแรงจะทำ ให้ความเสี่ยงต่อโรคปวดหลังลดน้อยลง
  • กระตุ้นการเรียนรู้การเคลื่อนไหว และท่าทางที่ถูกต้องในชีวิตประจำวัน และหลีกเลี่ยงการใช้กล้ามเนื้อที่ไม่จำเป็น
  • มีความปลอดภัยสูง เนื่องจากมีการเคลื่อนไหวที่เป็นไปตามธรรมชาติและมีการกระแทกของข้อต่อน้อย
  • ฟื้นฟูร่างกายหลังความเจ็บป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ผู้ที่เหมาะสำหรับการออกกำลังกายแบบพิลาทีส
  • ผู้ที่ต้องการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพทุกเพศทุกวัย
  • ผู้ที่ต้องการออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความตึงตัวของกล้ามเนื้อกระชับสัดส่วนและหน้าท้อง
  • ผู้ที่มีปัญหาปวดหลัง จากกล้ามเนื้อลำตัวที่อ่อนแอและทำงานไม่สมดุลย์
  • นักกีฬาที่ต้องการออกกำลังกายเฉพาะ ให้เหมาะสมกับกีฬาที่เล่นอยู่
  • นักกีฬาที่ได้รับบาดเจ็บที่ต้องการการฟื้นฟูอย่างมีประสิทธิภาพ
  • ผู้ป่วยที่ต้องการการรักษาฟื้นฟูด้านการเคลื่อนไหว
  • ผู้ที่มีสุขภาพอ่อนแอที่ต้องการการออกกำลังกายที่ไม่หนักเกินไป
รูปแบบของการออกกำลังกายแบบพิลาทีส
  • การออกกำลังกายบนแมต โดยไม่ใช้อุปกรณ์หรือใช้อุปกรณ์เพียงเล็กน้อย
  • การใช้เครื่องมือเฉพาะทางพิลาทีส เช่น เครื่องรีฟอร์มเมอร์ คาดิแลค วุนดาแชร์ เป็นต้น
  • พิลาทีสบนลูกฟิตบอล
  • การใช้เทคนิคพิลาทีสร่วมกับการออกกำลังกายอื่น เช่น โยคะ ยกน้ำหนัก เต้นแอโรบิค ฯลฯ

การออกกำลังกายแบบพิลาทีส ในศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู
  • สถานที่เฉพาะเป็นส่วนตัวในการออกกำลังกายแบบพิลาทีส
  • บุคลากรผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการฝึกเทคนิคการออกกำลังกายแบบพิลาทีสมาโดยเฉพาะ จากสถาบันระดับสากล Physicalmind Institute
  • อุปกรณ์พื้นฐานของพิลาทีสที่ทันสมัยและครบถ้วน ได้แก่ เครื่อง Reformer, Cadillac, Wunda chair และอุปกรณ์ทางแมต
  • โปรแกรมการออกกำลังกายแบบพิลาทีสฟื้นฟูในผู้ป่วย
  • โปรแกรมการออกกำลังกายแบบพิลาทีสสำหรับนักกีฬาและฟื้นฟูนักกีฬาที่บาดเจ็บ
  • โปรแกรมการออกกำลังกายแบบพิลาทีสเพื่อสุขภาพและความสวยงาม

วันจันทร์ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

อย่า! ยอมเป็นเหยื่อรายต่อไปของ...เบาหวาน

โรคเบาหวานเป็นโรคที่มีแนวโน้มไม่เพียงแต่จะพบมากขึ้นในคนไทย แต่ยังพบมากขึ้นในประชากรของแต่ละประเทศทั่วโลก

โรค เบาหวานจัดเป็นโรคที่นำไปสู่การเสียชีวิตในอันดับต้น ๆ รองจากหัวใจ และโรคมะเร็ง เดือนพฤศจิกายนของทุกปี องค์การอนามัยโลก และสมาพันธ์เบาหวานนานาชาติ จึงจัดงานวันเบาหวานโลกขึ้น เพื่อกระตุ้นเตือนให้ทุกฝ่ายหันกลับมาใส่ใจดูและสุขภาพก่อนที่โรคเบาหวาน ร้ายจะคร่าชีวิตคุณและคนที่คุณรัก...ตลอดไป

อาการต้องสงสัย
- ปัสสาวะบ่อย และมีปริมาณมาก
- คอแห้ง กระหายน้ำบ่อย
- หิวบ่อย รับประทานอาหารมากแต่น้ำหนักลด อ่อนเพลียง่าย
- แผลหายช้า, มีการติดเชื้อตามผิวหนังบ่อย โดยเฉพาะเชื้อรา
- ชาปลายมือ ปลายเท้า, ตาพร่ามัว




ใครบ้างที่เสี่ยงเป็นเบาหวาน
- ผู้มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป
- ผู้ที่มีระดับน้ำตาลในเลือด (Fasting Blood Sugar) ก่อนทานอาหารเช้า อยู่ในช่วง 100-125 มก./ดล. หรือ “ระยะก่อนเป็นเบาหวาน”
- ผู้ที่มีคนในครอบครัวหรือญาติ เป็นเบาหวาน
- ผู้ที่เป็นโรคหัวใจและ/หรือโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต
- อ้วนลงพุง (รอบเอวมากกว่า 32 นิ้ว สำหรับเพศหญิง, มากกว่า 36 นิ้ว สำหรับเพศชาย)
- มีระดับไขมันในเลือดผิดปกติ (โดยเฉพาะชนิดเอชดีแอลต่ำ และไตรกลีเซอไรด์สูง)
- มีภาวะไขมันแทรกในตับ
- เคยเป็นเบาหวานในระหว่างตั้งครรภ์ หรือเคยคอลดบุตรน้ำหนักเกิน 4 กิโลกรัม
- รับประทานยาทางจิตเวชบางชนิด

เลเซอร์ทางทันตกรรม

เลเซอร์ทางทันตกรรม คืออะไร

     เป็นเทคโนโลยีล่าสุดจากสหรัฐอเมริกา ที่มีการใช้ตัวกลางหลายๆ ชนิด ได้แก่ เออร์เนียม, โครเมียม, ยิทเตรียม, สแกนเดียม, แกลเลียม, การ์เน็ท ( Erbium, Chromium, Yttrium, Scandium, Gallium, Garnet )
มารวมกันทำ ให้เกิดผลการทำงานที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในทางทันตกรรม โดยการปลดปล่อยพลังงานเลเซอร์ไปที่โมเลกุลของน้ำ ( Hydrokinetic System ) พลังงานดังกล่าว จะถูกนำมาใช้ในงานทันตกรรมต่างๆ ซึ่งไม่ส่งเสียงน่ารำคาญและไม่มีความร้อนหรือการสั่นสะเทือน




ประโยชน์ที่ได้จากเลเซอร์ทางทันตกรรม มีอะไรบ้าง?
     ความร้อนและการสั่นสะเทือนจากการกรอฟันในวิธีแบบเดิมเป็นสาเหตุใหญ่ ในการก่อให้เกิดอาการเสียวฟันและกระทบกระเทือนประสาทฟันด้วยนวัตกรรมใหม่นี้ พลังงานเลเซอร์ที่ผ่านทางโมเลกุลของน้ำ จะทำการตัดเนื้อฟันโดยไม่ใช้การส่งผ่านความร้อน หรือการสั่นสะเทือน ดังนั้นการทำงานด้านทันตกรรมในหลายๆ กรณี เช่น การอุดฟัน การตัดเนื้อเยื่อ การตกแต่งกระดูก เป็นต้น สามารถทำได้โดยปราศจากการใช้ยาชาในการรักษาหรือใช้แต่เพียงเล็กน้อย
     นอกจากนี้การใช้เลเซอร์ยังมีความอ่อนโยนต่อเหงือก ตลอดขั้นตอนการรักษาจะมีเลือดออกน้อยมากหรือไม่มีเลย ผู้รับบริการได้รับความพึงพอใจอย่างมาก อีกทั้งช่วยลดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ภายหลังการรักษาด้วยเลเซอร์




ประโยชน์ที่ได้รับจากการใช้เลเซอร์ในการผ่าตัดเนื้อเยื่อในช่องปาก
     1. ลดการติดเชื้อบริเวณแผลผ่าตัด
     2. ลดกรสูญเสียเลือดหรือไม่เสียเลือดเลย
     3. ลดอาการเจ็บและบวม หลังการผ่าตัด
     4. ใช้เวลาในการสมานแผลน้อยลง
     5. ไม่ใช้ยาชาหรือใช้น้อยลง




เลเซอร์ทางทันตกรรม สามารถใช้สำหรับ?
      - การรักษาคลองรากฟัน
     - การกำจัดเนื้อฟันส่วนที่ผุออก
      - การเตรียมเนื้อเยื้อฟันเพื่ออุดฟัน
      - การตกแต่งเนื้อเยื้อในช่องปากและเหงือก
      - การตกแต่งกระดูก
      - รักษาแผลในช่องปาก เช่น แผลร้อนใน
      - การเปลี่ยนสีเหงือกจากสีคล้ำให้จางลง (Depigmentation)
      - การฟอกสีฟัน




เลเซอร์ทางทันตกรรม : การรักษาที่ปลอดภัย
     เลเซอร์เป็นเครื่องมือทางการแพทย์ที่มีความปลอดภัย ได้รับการรับรองคุณภาพจากองค์การอาหารและยา ประเทศสหรัฐอเมริกา


รากเทียมคืออะไร

รากเทียมเป็นวัสดุที่ทำด้วยโลหะไทเทเนียม รู้ร่างลักษระคล้ายรากฟันธรรมชาติ...


ใช้ฝังในกระดูกขากรรไกรเพื่อเป็นหลักยึดของฟันปลอม ส่วนประกอบของรากเทียม
     : ; แกนยึดฟันปลอม(abutment)
     : : ฟันปลอม(prosthesis)
     : : รากเทียม(implant)

ขั้น ตอนการรักษา ทำผ่าตัดฝังรากเทียมในกระดูกขากรรไกร แล้วรอให้มีการยึดติดระหว่างรากเทียมกับกระดูก ใช้ระยะเวลาประมาณ 3-4 เดือนสำหรับฟันล่าง และ 6-8 เดือนสำหรับฟันบน หลังจากนั้นจึงพิมพ์ปากทำฟันปลอม

ข้อดีของการทำรากเทียม รากเทียมสามารถใช้งาน มีความสวยงามและความคงทนถาวรเหมือนฟันธรรมชาติ ลดส่วนประกอบที่ทำให้ไม่สะดวกในการใช้งาน ทำให้ใช้งานได้ดีกว่าฟันปลอมชนิดอื่นๆ

ข้อจำกัดการทำรากเทียม การทำรากเทียมมีขั้นตอนของการผ่าตัด เพราะฉะนั้นคนไข้ที่จะทำต้องมีกระดูกขากรรไกรที่เหมาะสม และไม่มีโรคทางระบบเช่น โรคเลือด โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวานที่ควบคุมไม่ได้ เป็นต้น

การทำรากเทียมแบบต่าง ๆ
- ใส่รากเทียมบริเวณฟันหน้าบน 1 ซี่
- ใส่รากเทียมบริเวณฟันหลังล่างขวา 2 ซี่
- ใส่รากเทียมบริเวณฟันหน้าบน 4 ซี่ เพื่อเป็นหลักยึดฟันปลอมบนทั้งปาก

กลิ่นปาก

กลิ่นปาก
กลิ่นปาก หรือลมหายใจไม่สะอาด หากเกิดขึ้นกับใครก็ทำให้เกิดความวิตกกังวลต่อการเข้าสังคมและสูญเสียความมั่นใจ
สาเหตุของกลิ่นปาก อาจเกิดจาก
     - แผ่นคราบฟันและหินปูนที่อยู่รอบๆ ฟัน
     - เศษอาหารที่ตกค้างอยู่ตามซอกฟัน บริเวณที่ทำความสะอาดได้ยาก หรือในรูฟันผุ
     - เหงือกเป็นหนองจากโรคปริทัศน์ มีฟันโยก
     - อาหารบางชนิด เมื่อรับประทานจะมีกลิ่นขับออกมาทางลมหายใจ เช่น หัวหอม กระเทียม ทุเรียน เป็นต้น การดื่มสุรา หรือสูบบุหรี่เป็นประจำ ล้วนทำให้เกิดกลิ่นปากได้ทั้งสิ้น
     - สาเหตุอื่นๆ ที่อาจทำให้เกิดกลิ่นปากได้ มักจะเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหารและทางเดินหายใจ เช่น โรคกระเพาะอาหารหรืออาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ท้องผูก โรคไซนัสอักเสบ ต่อมทอนซิลอักเสบ ไข้หวัด วัณโรค โรคฝีในปอดและหลอดลม เป็นต้น

การ ป้องกันและกำจัดกลิ่นปาก สามารถป้องกันได้อย่างง่ายๆ ด้วยการแปรงฟันอย่างถูกวิธีอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง แปรงลิ้นใช้ไหมขัดฟันเป็นประจำ หมั่นตรวจสุขภาพช่องปาก โดยทันตแพทย์ เพื่อขูดหินปูนและอุดฟันทุก 6 เดือน

การแก้ไขกลิ่นปาก เนื่องจากสาเหตุของความผิดปกติของระบบทางเดินอาหารหรือระบบทางเดินหายใจ จำเป็นต้องรับการรักษาทางร่างกาย และดูแลให้ร่างกายมีสุขภาพแข็งแรงสมบรูณ์อยู่เสมอ ไม่ควรมองข้ามอาการผิดปกติที่เกิดขึ้นแม้จะรู้สึกว่าเป็นอาการเพียงเล็กน้อย เมื่อร่างกายได้รับการรักษาอย่างถูกต้องเรียบร้อยแล้ว ก็เป็นอันว่าตัดปัญหาเรื่องกลิ่นปากที่เกิดจากสุขภาพร่างกายออกไปได้เมื่อ แก้ไขปัญหาต่างๆ จนหมดไปแล้ว แต่ก็ยังรู้สึกตัวอยู่เสมอว่า ตนเองมีกลิ่นปากอยู่เป็นประจำก็ต้องหันมาให้ความสนใจกับชีวิตประจำวันของตน เองว่า ปกติชอบรับประทานอาหารประเภทใดมากที่สุด และอาหารที่รับประทานเป็นประจำนั้นมีผลให้เกิดกลิ่นปากหรือไม่

วันพฤหัสบดีที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2557

ฟักทอง หลากประโยชน์ มากด้วยสรรพคุณทางยา


ฟักทองถือเป็นพืชในตระกูลมะระชนิดไม้เถาขนาดใหญ่ ผิวผลขณะยังอ่อนมีสีเขียว เมื่อแก่จัดแล้วจะมีสีเขียวสลับเหลือง ผิวไม่เรียบขรุขระ เปลือกมีลักษณะแข็ง เนื้อในสีเหลือง มีเส้นใยอยู่ภายในเป็นสีเหลืองนิ่ม พร้อมกับเมล็ดสีขาวแบน ๆ ติดอยู่ ประโยชน์ของฟักทองนั้นมีมากมาย สามารถนำมาใช้กินบำรุงร่างกายและรักษาโรคได้ดี 
 
 
สรรพคุณทางยาของฟักทอง
- เมล็ดสามารถขับพยาธิตัวตืด ขับปัสสาวะ และบำรุงร่างกายได้ดี
- ราก บำรุงร่างกาย แก้ไอ ถอนพิษของฝิ่นได้
- น้ำมันจากเมล็ดบำรุงประสาทได้ดี
- เยื่อกลางผลสามารถนำมาพอกแก้อาการฟกช้ำ ปวด อักเสบ
ประโยชน์ของฟักทองทางโภชนาการ
- เนื้อฟักทอง มีวิตามินเอสูงมาก มีฟอสฟอรัส แคลเซียม วิตามินซี แป้ง สารสีเหลืองและโปรตีน
- ใบอ่อน มีวิตามินเอสูงเท่ากับเนื้อฟักทอง มีแคลเซียมและฟอสฟอรัสสูงกว่าในเนื้อ
- ดอก มีวิตามินเอ ธาตุแคลเซียมและฟอสฟอรัส มีวิตามินซีเล็กน้อย
- เมล็ด มีน้ำมัน แป้ง ฟอสฟอรัส โปรตีนและวิตามิน
ผักและผลไม้แทบทุกชนิดล้วนมีคุณค่าทางอาหาร ยิ่งรู้จักเลือกรับประทานให้เหมาะสมกับร่างกายของคุณ ยิ่งได้ประโยชน์ยิ่งขึ้น สำหรับใครที่ต้องการลิ้มลองความอร่อยที่มาพร้อม สุขภาพดีๆ หันมารับประทานอาหาร ให้เป็นยา

Organic Food ความอร่อย เพื่อสุขภาพ


ความอร่อย คือ นิยามของความรู้สึกที่ได้รับจากการลิ้มรสอาหารผ่านลิ้น และทำให้เกิดความประทับใจ เมื่อใดที่เรานึกถึงอาหาร ก็ต้องย่อมต้องมีเรื่องของความอร่อยมาคู่กันเสมอ ถ้าที่ใดเป็นที่เลื่องลือว่ามีอาหารอร่อย ที่นั่นก็มักจะได้รับความสนใจและคลาคล่ำไปด้วยผู้คน หรืออาจจะกล่าวได้ว่า "รสชาติดีมีชัยไปกว่าครึ่ง" แต่ถ้าจะให้สมบูรณ์เต็มร้อย สิ่งที่ไม่ควรมองข้ามเลยก็คือ การเลือกใช้วัตถุดิบที่จะนำมาปรุงอาหาร ที่ต้องอุดมไปด้วยคุณค่า ไร้สารพิษไม่มีสิ่งเจือปน 
 
 
"ORGANIC FOOD" จึงเข้ามามีบทบาทและเป็นทางเลือกใหม่สำหรับบุคคลที่ใส่ใจเรื่องสุขภาพที่ดี ในปัจจุบัน ORGANIC FOOD หรือ อาหารอินทรีย์ ได้จากการนำผลิตผลทั้งหมด ทั้งเเบบสด เเปรรูป เเละเครื่องปรุงต่างๆ ที่ได้จากการทำ เกษตรอินทรีย์ (Organic Agriculture) มาเป็นวัตถุดิบ ในการปรุงอาหารทั้งหมด ซึ่งนอกจากจะปลอดสารพิษเเล้ว ยังช่วยรักษาสิ่งเเวดล้อมด้วย เพราะการที่จะขึ้นชื่อว่าเป็น ออร์แกนิคอย่างสมบูรณ์ได้นั้น ต้องหมายถึงผลิตผลที่ ได้จากฟาร์มที่ไม่ใช้สารเคมีใดๆเลย เป็นเวลานานกว่า 3 ปี ซึ่งต้องพึ่งพาอาศัยระบบนิเวศที่คงความหลากหลาย ทางชีวภาพ ให้พืชผัก ผลไม้ที่เพาะปลูกหรือสัตว์เลี้ยงสามารถดำรัง ชีวิตอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างสมดุล
ด้วยเหตุผลเหล่านี้จึงทำให้อาหารออร์แกนิคมีราคาสูง และหาซื้อได้ยากกว่าอาหารปกติ จึงเป็นข้อจำกัดของผู้บริโภคไปโดยปริยาย แต่เมื่อคิดไปถึงว่าการที่เราเลือกรับประทานอาหารอินทรีย์ไม่เพียงช่วย เสริมสร้างสุขภาพที่ดีให้เท่านั้น ในเรื่องของความอร่อยจากธรรมชาติก็จะได้รับไปเต็มๆ เช่นกัน
นอกจากนี้กระบวนการผลิตทุกขั้นตอน จะต้องไม่กดขี่แรงงาน บุคลากรมีความสุข ได้รับค่าจ้างอย่างยุติธรรม ดังนั้น จากกรรมวิธีที่กล่าวมาเเล้ว ทำให้ได้ผลผลิตที่อุดมไปด้วยสารอาหารที่บริสุทธิ์ สะอาด และปราศจากการเจือปนของสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค อาหารอินทรีย์ จึงเป็นหนึงในอาหารเพื่อสุขภาพ เพราะผู้บริโภคจะมั่นใจได้ในเรื่องของความสด สะอาด เป็นธรรมชาติ และได้คุณค่าทางโภชนาการ และไม่มีสารเคมีใดๆเจือปน

"น้ำมะเขือเทศ" ป้องกันโรคกระดูกพรุน


ปัจจุบันมีผู้คนจำนวนไม่น้อยประสบปัญหาด้วยโรคกระดูกพรุน ซึ่งแนวโน้มของผู้มีความเสี่ยงหรือป่วยด้วยโรคกระดูกพรุน นับวันจะมีอายุน้อยลง ล่าสุดพบว่าคนทำงานวัย 30 ต้นๆ เริ่มประสบปัญหากับโรคดังกล่าวนี้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสาวๆ เสี่ยงมากกว่าผู้ชาย สาเหตุมาจากการบริโภคอาหารที่มีแคลเซียมต่ำและมีพฤติกรรมที่ได้รับวิตามิน น้อยลง จากการที่ไม่ต้องการเจอแสงแดดมาก เพราะวิตามินดีมีประโยชน์ในการช่วยดูดซับแคลเซียมเข้าสู่ร่างกาย ดังนั้นคนที่ต้องการ ห่างไกลจากโรคนี้ จำเป็นต้องดูแลเรื่องอาหารการกิน รับประทานอาหารที่มีประโยชน์และแคลเซียมเป็นประจำ ซึ่งล่าสุดมีนักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษเผยว่า "น้ำมะเขือเทศ" นั้นมีสรรพคุณชั้นเยี่ยมที่สามารถ ช่วยเสริมสร้างกระดูกและป้องกันโรคกระดูกพรุนได้
โดยในมะเขือเทศนั้นมีไลโคพีน และสารแอนตี้อ๊อกซิแดนท์ ซึ่งมีคุณสมบัติในการลดความเสี่ยงของมะเร็งต่อมลูกหมากในผู้ชาย และป้องกันโรคหัวใจได้อีกด้วย
ซึ่งนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโตรอนโต แคนาดา ได้ทำการวิจัยและพบว่า ปัจจุบันนี้มีผู้ป่วยเป็นโรคกระดูกพรุนกว่า 3 ล้านคน ทั่วประเทศอังกฤษ จึงได้ทำการทดสอบกับผู้หญิงวัยทอง (50-60 ปี) จำนวน 60 คนทั่วประเทศ โดยให้พวกเธองดกินมะเขือเทศเป็นเวลา 1 เดือน และจากการวิจัยดังกล่าว ให้ผลออกมาว่าผู้หญิงที่ไม่ได้กินมะเขือเทศเลย จะมีระดับ N-telopeptide ในเลือดสูงขึ้น โดย N-telopeptide นี้จะทำให้กระดูกเปราะได้ง่าย
จากนั้นทีมวิจัยได้ให้ผู้หญิงกลุ่มเดิมรับประทานมะเขือเทศที่มีปริมาณไลโคพี น 15 มิลลิกรัม ทั้งในรูปแบบแคปซูล และรูปแบบอื่น ๆ ซึ่งผลก็พบว่ามะเขือเทศสามารถลดระดับ N-telopeptide ในเลือดให้ลดลงได้
จากการวิจัยดังกล่าว นักวิจัยจึงสรุปได้ว่า มะเขือเทศนั้นมีคุณประโยชน์ต่อกระดูกมากมาย ดังนั้นการรับประทานมะเขือเทศสกัด ในรูปแคปซูลหรือจะเป็นน้ำมะเขือเทศคั้นสดวันละ 2 แก้ว ก็สามารถเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรงขึ้นและยังลดความเสี่ยงที่จะเป็นโรค กระดูกพรุนได้อีกด้วย